เบต้ากลูแคนจากยีสต์สุรา หรือบริวเวอร์ยีสต์

เบต้ากลูแคน บริเวอร์ยีสต์ ยีสต์ดำ

เบต้ากลูแคน บริวเวอร์ยีสต์ หรือยีสต์สุรา 

เนื่องจาการที่พบว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังมีประสิทธิภาพสูงมาก ในการเสริมภูมิคุ้มกัน จึงมีความพยายามที่จะนำเบต้ากลูแคนจากยีสต์สุรา (Brewer’s Yeast) ซึ่งมีราคาถูกมาก เนื่องจากเป็นวัตถุดิบจากของเสียจากอุตสาหกรรมสุรา ที่มีจำนวนมากในแต่ละปี การสำรวจในปีพ.ศ. 2544 แค่ในประเทศไทยของเรา ยีสต์ที่เป็นของเสียจากอุตสาหกรรมสุรา มีจำนวนถึง 3,000 ตัน (น้ำหนักแห้ง) และผู้สำรวจยังประเมินว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆอีกปีละ 10%

การที่มีราคาถูกเนื่องจากเป็นของเสียจากอุตสาหกรรม จึงได้ถูกนำไปใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ และใช้ในโรงงานบำบัดน้ำเสียในการผลิตก๊าซชีวภาพ และบางส่วนก็จะถูกนำไปสกัดเอาส่วนของผนังเซลล์ ที่มีเบต้ากลูแคนเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 50% ซึ่งจะถูกนำไปขายเป็นอาหารสัตว์เกรดที่สูงขึ้น (แต่ก็ยังมีราคาถูก)

เบต้ากลูแคน ยีสต์ดำ อันตราย

ต่อมามีการสกัดเบต้ากลูแคนบริสุทธิ์ออกมา เนื่องจากเบต้ากลูแคนจากยีสต์สุรา มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ จึงถูกนำไปใช้เป็นสารปรุงแต่งอาหาร เช่น ใช้ใส่ในมายองเนส หรือโยเกิร์ต ใช้แทนไขมันเพื่อเพิ่มความหนืดและความน่ารับประทาน นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพิ่มคุณค่าอาหารในเชิงเส้นใย และยังใช้ผสมกับแป้งชนิดต่างๆ เพื่อให้ความเหนียวนุ่ม น่ารับประทาน และช่วยเสริมความคงตัวของแป้ง ในอาหารสำเร็จรูปแบบแช่แข็งอีกด้วย 

ความพยายามในการเพิ่มมูลค่าให้กับเบต้ากลูแคนชนิดนี้ โดยนำมาโฆษณาว่า มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเบต้ากลูแคนที่มีการศึกษามาทั้งหมด แม้ว่ายีสต์สุราจะเป็นยีสต์ชนิดเดียวกันกับยีสต์ขนมปัง (Saccharomyces cerevisiae) ดังที่อธิบายไปก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่ปริมาณเบต้ากลูแคนที่พบในผนังเซลล์ก็ต่างกัน คุณสมบัติทางกายภาพของเบต้ากลูแคนที่สกัดได้ก็ต่างกัน โดยยีสต์สุรามีอัตราส่วนประกอบของ 1,3 และสายแขนง 1,6 น้อยกว่ายีสต์ขนมปังมาก โมเลกุลของเบต้ากลูแคนมีขนาดเล็ก [2] และสภาพเป็นเจลละลายน้ำได้ง่าย ไม่เหมือนกับของยีสต์ขนมปังที่อยู่ในรูปไม่ละลายน้ำ และที่สำคัญก็คือสภาพของยีสต์ที่ได้มาจากของเสีย เป็นเซลล์ไม่ได้อยู่ในสภาพที่เจริญเติบโตอย่างเหมาะสม (จำนวนมากอยู่ในสภาพที่ขาดอาหาร และกำลังจะตายหรือตายไปแล้ว จากการแช่อยู่ในแอลกอฮอลที่ตัวมันเองผลิตขึ้นมา) เบต้ากลูแคนที่สกัดได้ในสภาพนั้นจึง ไม่สามารถควบคุณภาพได้ คุณภาพที่ได้จึงไม่ดีเท่าที่ควร


ความแตกต่างในการทำงานของเบต้ากลูแคน ชนิดไม่ละลายน้ำและชนิดละลายน้ำ

เมื่อไม่นานมานี้ มีการศึกษาความแตกต่างระหว่างเบต้ากลูแคนชนิดไม่ละลายน้ำ (จากยีสต์ขนมปัง) และชนิดที่ละลายน้ำ (จากยีสต์สุรา) พบว่า [3] เบต้ากลูแคนทั้งสองชนิดนี้มีการทำงาน และประสิทธิภาพแตกต่างกันมาก เบต้ากลูแคนชนิดไม่ละลายน้ำจากยีสต์ขนมปังสามารถกระตุ้นทั้งเดนไดรติคเซลล์และแม็คโครเฟจ โดยผ่านที่จับเฉพาะเด็คติน-1 ทำให้เกิดสมดุล Th1 และกระตุ้น Cytotoxic T (CD8+) เซลล์ ตลอดจนพัฒนาการของมันในหลอดทดลองได้ การกินเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง จะแสดงการต่อต้านการเจริญเติบโตของก้อนเนื้องอกอย่างมีประสิทธิภาพ และยับยั้งเซลล์ที่กดภูมิคุ้มกันทั้งหลาย ส่งผลโดยรวมให้เกิดการยับยั้งการเติบโตของก้อนเนื้องอก

ในทางตรงกันข้ามเบต้ากลูแคนชนิดที่ละลายน้ำจากยีสต์สุรา จับกับเดนไดรติคเซลล์ และแม็คโครเฟจโดยไม่ผ่านที่จับเฉพาะเด็คติน-1 และไม่กระตุ้นการทำงานของเดนไดรติคเซลล์ เบต้ากลูแคนชนิดละลายน้ำไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาด้วยลำพังตัวมันเอง แค่สามารถเสริมการรักษาที่ใช้โมโนโคลนอลแอนตี้บอดี้ได้ โดยผ่านการกระตุ้นระบบคอมพลีเมนท์เพียงทางเดียว (ซึ่งเป็นทางที่เบต้ากลูแคนชนิดที่ไม่ละลายน้ำก็ทำได้ดีมาก)

ดังนั้นการศึกษานี้พบว่า เบต้ากลูแคนชนิดที่ไม่ละลายน้ำ เป็นเบต้ากลูแคนชนิดที่สามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันอย่างครบถ้วน รวมทั้งระบบคอมพลีเมนท์ด้วย

ความจริงที่ถูกค้นพบเมื่อไม่นานนี้ที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เบต้ากลูแคนชนิดที่ละลายน้ำสามารถจับกับที่จับเฉพาะเด็คติน-1 (ที่เกาะเฉพาะของเบต้ากลูแคนที่อยู่บนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาว) ได้ แต่ไม่สามารถกระตุ้นสัญญาณได้ และเมื่อมันจำที่จับเฉพาะนี้แล้ว จะป้องกันไม่ให้เบต้ากลูแคนชนิดที่ไม่ละลายน้ำเข้ามาจับที่จับนี้ จึงทำให้เบต้ากลูแคนชนิดไม่ละลายน้ำไม่สามารถทำงานได้ [4]ซึ่งหมายความอีกอย่างหนึ่งว่า แม้จะรับประทานเบต้ากลูแคนชนิดที่ไม่ละลายน้ำแล้ว ก็จะไม่ได้ประโยชน์ หากมีการรับประทานเบต้ากลูแคนชนิดละลายน้ำควบคู่ไปด้วย เพราะนอกจากชนิดที่ละลายน้ำจะไม่กระตุ้นการทำงานของระบบสมดุลของร่างกายแล้ว ยังบล็อค (ป้องกัน) ไม่ให้เบต้ากลูแคนชนิดไม่ละลายน้ำทำหน้าที่ในการเสริมสมดุล Th1 ฯลฯ อีกด้วย จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนักอีกประการหนึ่ง


เปรียบเทียบเบต้ากลูแคน ชนิดต่างๆ

betaglucan
betaglucan
ความคิดเห็น