เบต้ากลูแคน คืออะไร

เบต้ากลูแคนคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

ทำความรู้จักเบต้ากลูแคนคืออะไร แบบไหนดีที่สุด ปลอดภัยต่อสุขภาพ

เบต้ากลูแคน beta glucan คือหนึ่งในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน ในประเทศไทยเองก็มี เบต้ากลูแคน จำหน่ายอยู่หลายยี่ห้อ ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า เจ้า เบต้ากลูแคนคืออะไร และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร? 

เบต้ากลูแคนคือ สารประกอบของน้ำตาลกลูโคส ที่พบในยีสต์ สาหร่าย เห็ดและพืชบางชนิด แต่ไม่พบในสัตว์และมนุษย์ โครงสร้างของเบต้ากลูแคน ที่ได้มาจากแหล่งที่ต่างกันจะไม่เหมือนกัน และความแตกต่างของโครงสร้างนี้จะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคน

เบต้ากลูแคน ประกอบ ด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคสมาเรียงต่อกันในลักษณะต่างๆกันตามแต่ชนิดของสารตั้งต้น ดังนั้นคำว่า เบต้ากลูแคน Beta Glucan จึงเป็นคำเรียกรวมของสารประเภทนี้ เนื่องจากโครงสร้างที่ต่างกันจึงทำให้มีคุณสมบัติที่ต่างไปกันด้วย ในการนำไปใช้เราจึงต้องทราบว่า เบต้ากลูแคน betaglucan นั้นมาจากสารตั้งต้นชนิดใด

เบต้ากลูแคน จากผนังยีสต์ขนมปัง ดีที่สุด

Beta1,3 D Glucan จากบริษัท Transfer Point  สกัดจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปังสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกมาให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด (#300) และเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความบริสุทธิ์สูงที่สุดในท้องตลาดในขณะนี้ การวิเคราะห์ในปีพ.ศ. 2540 ก็พบว่า มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงถึง 94.3%  โดยมีพันธะเบต้า-1,3 ไม่ต่ำกว่า 86.6% และพันธะเบต้า-1,6 จำนวน 2.1% [หน่วยงานที่วิเคราะห์คือ Complex Carbohydrate Research Center, University of Georgia, USA ] และเป็นยี่ห้อเดียวในโลกที่มีการระบุปริมาณของเบต้ากลูแคนอย่างละเอียดอีกด้วย

ยีสต์ขนมปังที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Saccharomyces cerevisiae เป็นสิ่งมีชีวิตที่ได้รับการศึกษามากที่สุดชนิดหนึ่งในโลก อาจจะเพราะความคุ้นเคยและความปลอดภัย เนื่องจากยีสต์ชนิดนี้เป็นส่วนสำคัญของอาหารมนุษย์มานานกว่า 6 พันปีแล้ว ได้ให้ผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต่อมวลมนุษยชาติ เช่น ขนมอบชนิดต่างๆ และเหล้า เบียร์ ไวน์ เป็นต้น
See translation

Beta 1,3 D Glucan จากบริษัท Transfer Point ประเทศสหรัฐอเมริกา ดีที่บริสุทธิ์และมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่ทดสอบเปรียบเทียบโดยหน่วยงานจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮ๊อปกินส์ และมหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ โดยการเปรียบเทียบจากผลิตภัณฑ์เบต้ากลูแคนที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งบางยี่ห้อในประเทศไทย 

เนื่องจากเบต้ากลูแคนที่ได้ในแต่ละแหล่งหรือแม้กระทั่งแหล่งเดียวกันก็ตาม  แต่มีการเพาะเลี้ยงในอาหารที่ต่างกัน มีปัจจัยในการเลี้ยงที่ต่างกัน มีช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวที่ต่างกัน หรือมีขั้นตอนการทำให้บริสุทธิ์ที่ต่างกัน จะทำให้ได้เบต้ากลูแคนที่มีโครงสร้างต่างกันทั้งในระดับ 2 มิติและ 3 มิติได้ ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของเบต้ากลูแคน ดังนั้นการเลือกใช้เบต้ากลูแคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ต้องเลือกเบต้ากลูแคนที่ถูกชนิดและสกัดจนบริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้น เพราะการเลือกผิดชนิดผิดยี่ห้อ นอกจากจะไม่ได้ให้ประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริงแล้ว ยังอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น อาการแพ้ จนถึงโรคภูมิต่อต้านตัวเองหรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง

เป็นเวลากว่า 50 ปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์สามารถสกัดเบต้ากลูแคนที่บริสุทธิ์จากยีสต์ขนมปัง และพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และหลังจากนั้นได้มีการศึกษาและตีพิมพ์ผลการศึกษาเกี่ยวกับเบต้ากลูแคนจนถึงปัจจุบัน ไม่ตำ่กว่า 5,000 ฉบับ

การศึกษาโดยประเทศสมาชิกในสนธิสัญญาแอทแลนติกเหนือ ( NATO ) ใช้สารสกัดจากพืช สัตว์ จุลินทรีย์ และสารอาหารต่างๆ กว่า 300 ชนิด พบว่า เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังมีประสิทธิภาพในการเสริมภูมิคุ้มกันดีที่สุด

รู้จักเบต้ากลูแคน ชนิดต่างๆ

ผลงานวิจัย เบต้ากลูแคน

สารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทโพลีเมอร์ ซึ่งประกอบด้วยน้าตาลกลูโคสมาเรียงต่อกันด้วยพันธะ β-1,3; β-1,4 หรือ β-1,6 ดังนั้นคำว่า “เบต้ากลูแคน” จึงมีความหลากหลายมาก (ดูตาราง) เช่น

  • เบต้ากลูแคนจากแบคทีเรีย หรือสาหร่าย จะมีโครงสร้างที่เป็นสายยาวเชื่อมกันด้วย β-1,3 อย่างเดียว
  • เบต้ากลูแคนจากรา เห็ด หรือยีสต์ จะมีโครงสร้างที่เป็นสายหลักที่เชื่อมกันด้วย β-1,3และสาย แขนงที่เชื่อมกันด้วย β-1,6
  • เบต้ากลูแคนจากธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต หรือข้าวบาร์เลย์ จะมีโครงสร้างที่เป็นสายหลักที่เชื่อมกันด้วย β-1,4และสายแขนงที่เชื่อมกันด้วย β-1,3
เบต้ากลูแคนชนิดต่างๆ
เบต้ากลูแคนชนิดต่างๆ

Beta Glucan จากผนังยีสต์ขนมปัง ดีที่สุด

ขอท้าวความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สักเล็กน้อย ก่อนที่จะมีการใช้เพนนิซิลลินอย่างแพร่หลาย (ค.ศ.1945) มีการใช้สารสกัดจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปังมีชื่อเรียกกันว่า ไซโมซาน (Zymosan) กันอย่างแพร่หลายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในการป้องกันโรคติดเชื้อต่างๆ รวมทั้งใช้รักษาโรคมะเร็งด้วย เนื่องจากสมัยนั้นแม้แต่การเป็นหวัดธรรมดาก็มีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง [เป็นที่มาของคำว่า God Bless You (ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง) ที่พูดเวลามีคนจาม] การวิจัยในปีค.ศ.1968 ได้พบว่าสารสำคัญในไซโมซานก็คือเบต้ากลูแคนนั่นเอง และการใช้เบต้ากลูแคนบริสุทธิ์ที่สกัดจากไซโมซานกับผู้ป่วยมะเร็งในปีค.ศ. 1975

ได้จุดประกายการศึกษา เบต้ากลูแคน อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเริ่มมีผู้ศึกษาเบต้ากลูแคนที่ได้จากแหล่งอื่นๆ ทั้งจากแหล่งที่เป็นอาหาร (เห็ดกินได้ รำข้าวบาร์เลย์ สาหร่าย ฯลฯ) และไม่ได้เป็นอาหาร (ยีสต์ดำ แบคทีเรีย สาหร่าย ฯลฯ) เพื่อหาเบต้ากลูแคนที่ดีที่สุด

อีกการศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจในช่วงปลายศตวรรษที่ผ่านมา โดยหน่วยงานสังกัดกระทรวงกลาโหมของประเทศสหรัฐอเมริกา [ในนามขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติคเหนือ (NATO)] ได้ทำการศึกษาหาสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันจากสารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารธรรมชาติต่างๆกว่า 300 ชนิด พบว่าเบต้ากลูแคนมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี 

นอกจากนี้การศึกษาโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหลุยส์วิลล์ที่เปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการเสริมภูมิกันที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกาในด้านต่างๆ

 เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการกินสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว การสร้างสารในการย่อยสลายสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว และประสิทธิภาพในการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติให้กลับสู่สมดุลปกติ ซึ่งพบว่าเบต้ากลูแคนที่ผลิตจากสารตั้งต้นต่างกันจะให้ประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างมาก ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องมีความเข้าใจในการเลือกใช้เบต้ากลูแคนอย่างเหมาะสมด้วย

สาเหตุสำคัญของความสนใจที่มีต่อ เบต้ากลูแคนคือ นอกจากจะเป็นสารที่มีส่วนช่วยในการเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยในการปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกายอีกด้วย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีความซับซ้อนมาก ในตอนต่อไปจะอธิบายถึงสิ่งสำคัญของระบบอันซับซ้อนนี้ และคุณสมบัติของ เบต้ากลูแคน ที่เกี่ยวของกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา


betaglucan
betaglucan

 

ในปัจจุบันนี้เบต้ากลูแคนได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่น (Ministry of health, Labour and Welfare) ให้ใช้ร่วมกับเคมีและรังสีบำบัด ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ในประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปีค.ศ. 1985 เกาหลีใต้และจีนได้อนุญาตให้ใช้ในปีค.ศ. 2000 และ 2011 ตามลำดับ องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ให้ใช้ใส่ลงในอาหารได้ เมื่อปีค.ศ. 1983 และเมื่อเร็วๆนี้เอง (ในปีค.ศ. 2008) องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้ใช้ใส่อาหารหรือขนมชนิดต่างๆได้ถึง 200 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค

 

** ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค**

** ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่บุคคล **

ความคิดเห็น