โรคมะเร็ง รู้จักเข้าใจโรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง รู้จักเข้าใจ โรคมะเร็ง

โรคมะเร็งคืออะไร ความหมายของ “มะเร็ง”

โรคมะเร็งคืออะไร
โรคมะเร็งคืออะไร

ในร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยอวัยวะต่างๆ อวัยวะจะประกอบด้วยเซลล์ กลุ่มของเซลล์ที่มีรูปร่างและทำหน้าที่เหมือนกันรวมตัวกันจะเป็นอวัยวะ หลายอวัยวะมาทำงานร่วมกันเป็นระบบ หลายๆระบบทำงานร่วมกันจึงเป็นร่างกายของเรา ทั้งนี้เซลล์ต่างๆที่อยู่ในร่างกายของเรา ก็จะมีอายุและเมื่อเซลล์ตายแล้ว ก็จะมีเซลล์ใหม่เจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนเซลล์เก่า

เซลล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่นี้ไม่หยุดเราเรียกเนื้องอกซึ่งแบ่งเป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงหรือทางการแพทย์เรียก Benign tumor ส่วนมะเร็งที่แพร่กระจายไปอวัยวะอื่นๆเรียก “มะเร็ง”

ไม่ใช่ว่าเนื้องอกทุกชนิดจะต้องเป็นมะเร็ง “เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรง” (Benign tumor) เป็นเนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง เพราะเซลล์ของเนื้องอกชนิดนี้จะแบ่งตัวช้า และไม่ค่อยมีการแทรกตัวเข้าไประหว่างเซลล์ปกติ ไม่ค่อยมีการทำลายเซลล์ปกติใกล้เคียง และไม่สามารถแทรกตัวทะลุเข้าไปในหลอดน้ำเหลืองและหลอดเลือดได้ จึงทำให้ไม่มีโอกาสที่เซลล์เนื้องอกจะแพร่กระจายไปเติบโตเป็นก้อนเนื้อที่อวัยวะส่วนอื่นที่อยู่ไกลออกไปได้ เนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงสามารถผ่าตัดรักษาให้หายขาดได้

“โรคมะเร็ง” เป็นโรคที่สามารถพบได้ในผู้ป่วยทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่โดยส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่าเด็ก และจะพบได้สูงในผู้ป่วยที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

“มะเร็ง” หรือทางการแพทย์เรียกว่า “เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย” เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญของเซลล์ที่มีความผิดปกติ คือ เซลล์จะแบ่งตัวและเจริญอย่างควบคุมไม่ได้ ก่อเป็นเนื้อร้าย และรุกรานไปยังอวัยวะส่วนข้างเคียง หรือแพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อยู่ห่างไกล ผ่านระบบน้ำเหลืองหรือกระแสเลือด

มะเร็งกับคนไทย
มะเร็งกับคนไทย

เซลล์มะเร็งแตกต่างจากเซลล์ปกติอย่างไรบ้าง?

เซลล์ที่พบในส่วนต่างๆ ของร่างกายอาจมีรูปร่างลักษณะและการทำงานที่แตกต่างกันตามแต่ตำแหน่งของเนื้อเยื่อ แต่ยังคงมีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนและซ่อมแซมตัวเองในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดและดำเนินไปอย่างเป็นระบบระเบียบและมีทิศทาง กล่าวคือมีจุดที่กระบวนการนี้หยุดได้ สำหรับเซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการนี้เริ่มออกนอกลู่นอกทาง ไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง โดยเซลล์มะเร็งนั้นจะแบ่งตัวได้เร็วกว่าเซลล์ปกติ และจะแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องไม่รู้จักหยุด ลักษณะบ่งชี้คร่าวๆ ที่อาจสงสัยได้ว่ามีความผิดปกติคือเมื่อคุณรู้สึกหรือเห็นเป็นก้อนเนื้อ

ความหมายของมะเร็ง

1. มะเร็ง หมายถึง โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะของการแบ่งเซลล์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเซลล์เหล่านี้ มีความสามารถที่จะลุกลามเข้าไปในเนื้อเยื่ออื่นๆ โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งเช่น เจริญเติบโตโดยตรงเข้าไปในเนื้อเยื่อข้างเคียง (Invasion) หรือการอพยพเคลื่อนย้ายเซลล์ไปยังตำแหน่งที่ไกลๆ (Metastasis) การเจริญเติบโตแบบไม่เป็นระเบียบของเซลล์นี้ อาจมีสาเหตุที่เกิดขึ้นภายหลัง หรือเป็นกรรมพันธุ์ โดยการกลายพันธุ์ของ DNA ภายในเซลล์ มีการทำลายข้อมูลของยีน ซึ่งเป็นตัวกำหนดหน้าที่ของเซลล์ การเคลื่อนย้าย และการควบคุมความปกติของการแบ่งตัวของเซลล์
2. โดยปกติ อวัยวะและเนื้อเยื่อของร่างกาย จะประกอบด้วยส่วนที่มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ เรียกว่า ‘เซลล์’ เซลล์ที่อยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย อาจจะมีลักษณะและหน้าที่การทำงานแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่การสร้างหรือผลิตตัวเองขึ้นมาใหม่ จะเป็นในแบบเดียวกัน เซลล์จะเริ่มแก่และตายไปในที่สุด และเซลล์ตัวใหม่ ก็จะเริ่มผลิตขึ้นมาแทนที่ โดยปกติ การแบ่งตัวและการเจริญเติบโตของเซลล์ จะมีการควบคุมและเป็นไปตามลำดับขั้นตอน แต่ถ้ากรรมวิธีนี้ไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยเหตุผลใดก็ตาม เซลล์ก็จะทำการแบ่งตัวต่อไปตามลำดับจนพัฒนาขึ้นมาเป็นก้อนที่เรียกว่า Tumor ก้อนนี้ อาจเป็นก้อนที่ไม่อันตราย (Benign Tumor) หรืออาจเป็นก้อนเนื้อร้าย (Malignant Tumor) ก็ได้ และมะเร็ง ก็คือชื่อของก้อนเนื้อร้ายนี้เอง การเรียกชื่อของมะเร็ง ให้เรียกชื่อจากจุดที่เริ่มต้นเป็น เช่น เริ่มเป็นที่มะเร็งเต้านม แล้วแพร่กระจายไปที่ตับ แต่จะยังคงเรียกว่า มะเร็งเต้านมอยู่ ไม่ใช่มะเร็งตับ

ชนิดของ “โรคมะเร็ง”

ชนิดโรคมะเร็งมีมากมายกว่า 200 ชนิด สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 5 กลุ่ม ดังนี้

1. Carcinoma เซลล์ต้นกำเนิดเกิดเซลล์บุผิว (epithelium) มะเร็งชนิดนี้เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดประมาณร้อยละ 85
2. Sarcoma มะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่ออ่อน(Soft Tissue) ของร่างกาย หรือเนื้อเยื่อเสริม (Supportive Tissue) ซึ่งได้แก่ ไขมัน กล้ามเนื้อ เส้นประสาท และเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน นอกจากนี้ ยังรวมถึงกระดูกและกระดูกอ่อนด้วย เป็นมะเร็งที่เกิดจากเนื้อเยื่อผูกพัน(connective tissue) เช่นกล้ามเนื้อ กระดูก ไขมัน
3. Lymphoma เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือด มะเร็งที่พัฒนามาจากต่อมน้ำเหลือง และเนื้อเยื่อของระบบภูมิต้านทาน
4. Leukemias เป็นมะเร็งที่เกิดจากเซลล์เม็ดเลือด มะเร็งของระบบโลหิต เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดที่อยู่ในไขกระดูก (Bone Marrow)
5. Melanoma มะเร็งเกี่ยวกับผิวหนัง มะเร็งที่มาจากเซลล์ผลิตเม็ดสี (Melanocytes) ซึ่งจะพบตามผิวหนัง ไฝ (Mole) คือการเจริญเติบโต ของเซลล์เม็ดสีประเภทไม่เป็นอันตราย

วิธีการรักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน

ในวิธีการ “รักษาโรคมะเร็ง” ในปัจจุบันพบว่าวิธีการรักษามะเร็งนั้นมีหลายวิธีหลายรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ป่วยจึงมีทางเลือกมากมายที่ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ เช่น

การผ่าตัดรักษามะเร็ง  เป็นวิธีซึ่งศัลยแพทย์จะผ่าตัดเอาเนื้องอกออกเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคมะเร็ง

การฉายรังสีรักษามะเร็ง   เป็นวิธีที่เน้นการฉายรังสีโดยโฟกัสตรงจุดที่เป็นก้อนมะเร็งและเนื้อเยื่อรอบๆ เพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง หรืออาจจะเพื่อการรักษาหรือบรรเทาอาการ

เคมีบำบัดรักษามะเร็ง  วิธีการรักษามะเร็งนี้อาจคุ้นหูกันในนาม “การทำคีโม” เป็นวิธีการรักษาหรือบรรเทาอาการโดยการใช้ยาต้านมะเร็งเข้าไปในระบบร่างกายของผู้ป่วย

และยังมีวิธีการรักาามะเร็งด้วยวิธีอื่นๆอีกมากเช่นการใช้สมุนไพร ซึ่งวิธีการรักษาที่แตกต่างกันเหล่านี้อาจจะถูกใช้เพียงวิธีเดียวหรือใช้ร่วมกับวิธีอื่นหนึ่งหรือทั้งสองวิธี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ประเภทและระยะของมะเร็ง รวมไปถึงความแข็งแรงของผู้ป่วยและวิธีการรักษาที่ผู้ป่วยเคยได้รับมาก่อนหน้า

เคมีบำบัดคืออะไร?

เคมีบำบัดเป็นการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้ยาต้านมะเร็งไปฆ่าเซลล์มะเร็ง โดยสามารถทำได้ทั้งการยาฉีดหรือการให้ผ่านสู่กระแสเลือดโดยตรง หรือบางกรณีก็ใช้เป็นแบบเม็ดสำหรับกิน อีกวิธีที่อาจเป็นได้คือการรับเคมีบำบัดโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือโพรงร่างกาย

เคมีบำบัดทำงานอย่างไรและใช้ตอนไหน?

เคมีบำบัดทำงานโดยการรบกวนหรือขัดขวางการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ซึ่งอาจจะมีผลต่อมะเร็งในแบบต่างๆ ทั้งชะลอ หยุดการเจริญเติบโต หรือถูกทำลายไป ตัวยาชนิดต่างกันจะมีผลต่อเซลล์มะเร็งต่างชนิดกัน แต่ในอีกทางหนึ่งยาหลายชนิดอาจใช้ได้ผลกับมะเร็งชนิดเดียวกัน ในทางปฏิบัติหมายความได้ว่าเป็นเรื่องปกติถ้าจะใช้ยามากกว่าหนึ่งยาร่วมกันเพื่อกำจัดมะเร็ง

Adjuvant Chemotherapy: คือการให้เคมีบำบัดหลังการผ่าตัดหรือการฉายรังสี เพื่อที่จะถอนรากถอนโคนเซลล์มะเร็งที่ยังหลงเหลือให้หมดสิ้น กล่าวคือช่วยขยายโอกาสการรักษานั่นเอง

Neo-Adjuvant Chemotherapy: เป็นการทำเคมีบำบัดก่อนได้รับการผ่าตัดหรือการฉายรังสีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการผ่าตัดและการฉายรังสีให้มากขึ้นและเพิ่มความเป็นไปได้ของการรักษา

Palliative Chemotherapy: เป็นเคมีบำบัดแบบที่มุ่งเพื่อบรรเทาอาการเป็นหลักและเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ใช้เคมีบำบัดนานแค่ไหน?

ระยะเวลาในการรักษาอาจจะเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนๆ ก็ได้ ส่วนใหญ่แล้วมักให้ยาเคมีบำบัดที่โรงพยาบาลซึ่งจะใช้เวลาชั่วโมง หรือนานถึง 4 หรือ 5 วัน ยาเคมีบำบัดส่วนใหญ่มักจะให้เป็นรอบๆ รอบละทุก 14-28 วัน ซึ่งจะต้องทำซ้ำ 2-6 ครั้งขึ้นอยู่ว่ากับมะเร็งของคุณตอบสนองต่อการรักษามากน้อยเพียงใด

ผลข้างเคียงของการทำเคมีบำบัด

  • อาการคลื่นไส้และอาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • เจ็บปาก
  • อุจจาระร่วง/ท้องผูก
  • เหน็ดเหนื่อย/เมื่อยล้า
  • ผมร่วง
  • การกดไขกระดูก

ยาเคมีบำบัดที่แตกต่างกันจะก่อผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน และผู้ป่วยแต่ละรายจะมีโอกาสได้สัมผัสกับอาการข้างเคียงเหล่านี้ในระดับความรุนแรงที่ไม่เหมือนกัน แต่ก็มีบ้างบางรายที่จะไม่ประสบผลข้างเคียงใดๆ ที่รุนแรงมากนัก

ความคิดเห็น