FAQ Betaglucan

เบต้ากลูแคน คำถามที่พบบ่อย

ตอบข้อสงสัย เบต้ากลูแคน Beta1,3D Glucan บริษัท Transfer point

1. ผมเป็นภูมิแพ้อย่างหนักมานานแล้ว ทานเบต้ากลูแคนจะช่วยได้อย่างไรครับ? ต้องทานจำนวนเท่าไร? และนานเท่าไรจึงจะดีขึ้น?

คนที่เป็นโรคภูมิแพ้ร่างกายจะถูกล็อคอยู่ในสมดุลที่ไม่เหมาะสม (สมดุล Th2 หรือ สมดุล Th17) การทานเบต้ากลูแคนสามารถทำให้ร่างกายของเรากลับไปสู่สมดุลปกติ (Th1) ได้ ภายใน 2-3 เดือน (หลายคนเห็นผลได้ภายในเวลาเพียง 1 เดือน) โดยจะพบว่า อาการค่อยๆลดความรุนแรงลง จนสามารถหยุดการใช้ยาแก้แพ้ได้ เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทานเบต้ากลูแคนทุกวัน อาจปรับไปเป็น 3 วันครั้ง สัก 1 เดือน ถ้ายังปกติดีอยู่ก็สามารถทานสัปดาห์ละครั้ง แต่ไม่ควรนานกว่านี้แล้ว เนื่องจากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า Beta-1,3 D Glucan Transfer Point แม้ว่าจะเป็นยี่ห้อที่ให้ประสิทธิภาพที่ยาวนานมาก แต่การหยุดทานไป 7 วัน จะทำให้ปริมาณของ IL-2 ที่สร้างจะเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นสารเคมีสำคัญที่สร้างจากสมดุล Th1 มีปริมาณลดลงเหลือ 70% แต่ถ้าหยุดนานถึง 2 สัปดาห์ปริมาณของ IL-2 นี้จะลดเหลือเพียง 20% [สำหรับเบต้ากลูแคนยี่ห้ออื่นหลังสัปดาห์แรก ปริมาณ IL-2 ก็ลดลงเหลือเพียง 30% หรือต่ำกว่าแล้ว!] ดังนั้นการรับประทานสัปดาห์ละครั้งจะช่วยให้มั่นใจว่าสมดุล Th1 ยังคงอยู่ นอกจากจะช่วยเรื่องภูมิแพ้แล้ว ยังทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยทั่วไปดีขึ้นอีกด้วย เช่น การติดเชื้อต่างๆลดลง (จะรู้สึกไม่ป่วยง่ายเหมือนแต่ก่อน) แผลที่เป็นอยู่จะหายเร็วขึ้น ความถี่ของการเป็นหวัดน้อยลง ฯลฯ เป็นเสมือนเกราะป้องกันร่างกายที่มองไม่เห็นของเรา การทานเพื่อเปลี่ยนสมดุลดังในกรณีนี้ ใช้ปริมาณไม่มากเพียง 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวต่อวัน (หรือสัปดาห์) เช่น คนหนัก 50 กิโลกรัม จะใช้ = 50 x 10 = 500 มิลลิกรัมต่อวัน (พร้อมวิตามินซี 200-300 มิลลิกรัม) ทานตอนท้องว่าง เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว จึงเป็นการทานเพื่อรักษาสภาพสมดุล Th1 ให้คงอยู่เพียงสัปดาห์ครั้งเท่านั้น [อย่าลืมทานวิตามินซีร่วมด้วยทุกครั้ง] (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในบทที่ 4)


2. เมื่ออาการภูมิแพ้ดีขึ้นแล้ว ต้องทานต่อหรือไม่ ทำไม?

ควรทานต่อ เพราะผู้ที่เป็นภูมิแพ้จะมีแนวโน้มที่แพ้สิ่งเดิมๆอีก และสมดุลของร่างกายก็จะเปลี่ยนจากสมดุล Th1 กลับไปเป็นสมดุลภูมิแพ้ (สมดุล Th2) ทำให้เกิดมีอาการภูมิแพ้ขึ้นมาอีก แล้วก็ต้องเริ่มกินเบต้ากลูแคนใหม่ตามที่อธิบายไว้ในข้อ 1 ดังนั้นเมื่อดีขึ้นจนหยุดยาแก้แพ้ได้แล้ว จึงควรทานเบต้ากลูแคนสัปดาห์ละ 1 แคปซูลไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาสมดุลพื้นฐาน (สมดุล Th1) ของเราไว้ [รายละเอียดต่างๆดูจากข้อ 1]


3. ลูกๆป่วยบ่อยมากและเป็นแผลก็หายช้าด้วย เด็กๆจะทานได้ไหมคะ ทานแล้วจะช่วยให้เขาแข็งแรงขึ้นไหม? ควรจะทานยังไง?

ในคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยทั่วไปจะมีคำว่า “เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน” แต่ข้อมูลจากการสำรวจทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา (ทารกหรือเด็กบริโภคเฉลี่ย 21.7 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน) และยุโรปโดยเฉพาะประเทศอังกฤษ (ทารกหรือเด็กบริโภคเฉลี่ย 48 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน) ที่ได้แสดงไว้ในบทที่ 5 ในตารางที่ 2 และ 3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นปริมาณที่เด็กได้จากการทานอาหารที่มีส่วนผสมของเบต้ากลูแคนที่จำหน่ายกันในประเทศเหล่านี้ และเมื่อไม่นานมานี้บริษัท Mead Johnson ยังได้นำเบต้ากลูแคนไปผสมในนมที่จำหน่ายสำหรับเด็กทารกในประเทศต่างๆรวมทั้งประเทศไทย [Enfagrow® PREMIUM 3: มีเบต้ากลูแคนประมาณ 9 มิลลิกรัมต่อหน่วยบริโภค] อีกด้วย จุดประสงค์ของการเสริมนมด้วยเบต้ากลูแคนก็เพื่อช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้กับทารกและเด็ก ดังนั้นถ้าลูกยังเล็กและยังทานนมอยู่ก็อาจจะใช้นมยี่ห้อดังกล่าวก็ได้ หรือสามารถใช้เบต้ากลูแคนจากแคปซูล โดยแกะแคปซูลออกมา ในแต่ละแคปซูลจะมีเบต้ากลูแคนอยู่ 500 มิลลิกรัม โดยให้ทานวันละประมาณ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวของลูก สมมุติลูกมีน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ก็ใช้ = 10 x 10 = 100 มิลลิกรัม ผสมน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซี (50-100 มิลลิกรัม) ทานตอนท้องว่าง เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ แล้วหลังจากนั้นก็ให้แบบนี้อีกเพียงอาทิตย์ละ 1 ครั้งไปเรื่อยๆ แล้วจะเห็นสุขภาพลูกๆดีขึ้นอย่างชัดเจน เด็กๆยังเป็นวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันยังมีการพัฒนาการจนถึงอายุ 15 ปีจึงจะสมบูรณ์ และระบบภูมิคุ้มกันจะเริ่มเสื่อมถอยลงเมื่ออายุหลัง 35 ปี ดังนั้นในผู้ที่มีอายุเกินกว่า 35 ปี ก็ควรเริ่มทานเบต้ากลูแคนเหมือนกัน เพราะการเกิดโรคมะเร็งใช้เวลาพัฒนานานหลายปี ในบุคคลที่มีภูมิต้านทานที่ไม่ดี จะมีโอกาสเสี่ยงสูงกว่า ดังนั้นเราสามารถลดโอกาสเสี่ยงเหล่านี้ได้โดยการเสริมภูมิคุ้มกันของเราให้ดีอยู่ตลอดเวลาด้วยเบต้ากลูแคน


4. คนทานเจทานได้ไหม? คนทานมังสวิรัติทานได้ไหม? คนมุสลิมทานได้ไหม? ฯลฯ

เบต้ากลูแคนของบริษัททรานสเฟอร์ พอยท์ สกัดมาจากผนังเซลล์ของยีสต์ที่ใช้ทำขนมปัง เป็นสิ่งมีชีวิตที่จัดว่าเป็นพืช อยู่คู่กับมนุษย์มากว่า 6,000 ปีแล้ว มีกล่าวถึงในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แสดงถึงการบริโภคที่แพร่หลายมานานแล้ว ดังนั้นใครที่ทานขนมปังหรือผลิตภัณฑ์ขนมปังได้ จึงทานยีสต์ขนมปังเข้าไปด้วยเสมอ กล่าวอย่างง่ายๆก็คือ ใครที่ทานขนมปังได้ ก็สามารถทานเบต้ากลูแคนจากทรานสเฟอร์ พอยท์ได้


5. เราสามารถได้รับเบต้ากลูแคนโดยการกินขนมปัง หรือยีสต์ชนิดเม็ดได้หรือเปล่า?

เบต้ากลูแคนสกัดมาจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปัง และอยู่ในรูปแบบธรรมชาติที่อิสระที่เซลล์ในร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ในทันที แต่ในขณะที่อยู่ในรูปของยีสต์จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างของผนังเซลล์ที่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และร่างกายของเราไม่มีเอนไซม์ที่จะย่อยเบต้ากลูแคนออกมาในรูปแบบอิสระ จึงทำให้การทานขนมปังในรูปแบบปัจจุบันหรือการรับประทานยีสต์ชนิดเม็ดทำให้ร่างกายไม่ได้รับเบต้ากลูแคน นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการบริโภคแป้งเป็นจำนวนมากอีกด้วย


6. เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังไม่ใช่ทุกยี่ห้อจะเป็น 1,3-BETA GLUCAN มีเพียงของบริษัท TRANSFER POINT เป็นเท่านั้นหรือคะ?”

แม้ว่าเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังมีพันธะ 1,3-beta ด้วยกันทั้งนั้น แต่ในขณะนี้ยี่ห้อทรานสเฟอร์ พอยท์ เป็นยี่ห้อที่บริสุทธิ์ที่สุด เป็นยี่ห้อที่การศึกษาโดยหน่วยงานอิสระ (เป็นบริษัทในเครือของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์) พบว่ามีปริมาณพันธะ 1,3-beta ที่สูงที่สุดของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา และเป็นยี่ห้อเดียวในขณะนี้ที่ระบุปริมาณพันธะ 1,3-beta ไว้บนฉลาก ต่อไปจะพยายามอธิบายเชิงเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นว่า ยี่ห้อทรานสเฟอร์ พอยท์ ต่างกับบริษัทคู่แข่งและดีกว่าคู่แข่งอย่างไร? จริงอยู่ที่ดูภายนอกแล้วยีสต์ขนมปังก็ดูเหมือนๆกัน ก็อย่างพวกเราที่เรียกกันว่าคน ก็ดูจะต่างจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นจริงครับ แต่หากเรามองลึกลงไป มองเฉพาะคนเราเท่านั้น สิ่งที่เราจะเริ่มเห็นก็คือ ความแตกต่างกันทางด้านสายพันธุ์ของคน เช่น แอฟริกัน คอเคเชี่ยน เอเชี่ยน ฯลฯ มากกว่านั้นก็ยังมี ความแตกต่างกันที่ช่วงของการเจริญเติบโต หรือที่เราเรียกกันว่าวัยนั่นเอง วัยทารก วัยเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน หรือวัยชรา ซึ่งในแต่ละช่วงชีวิตนี้ร่างกายเราก็จะมีกิจกรรมที่ไม่เหมือนกัน และก็สร้างสารออกมาไม่เหมือนกัน เช่น วัยที่กำลังเจริญเติบโตก็จะสร้างสารต่างๆในส่วนที่เป็นโครงสร้างมากกว่าวัยอื่นๆ เป็นต้น เมื่อหันกลับมาดูที่ยีสต์จะพบทั้งยีสต์ขนมปัง ยีสต์ไวน์ ยีสต์แชมเปญ ก็มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Saccharomyces cerevisiae (มนุษย์เราทุกเชื้อชาติก็มีชื่อแบบนี้เหมือนกันนะครับ เขาเรียกพวกเราว่า Homo sapiens) ยีสต์เหล่านี้มีความแตกต่างกันในทางคุณสมบัติ เช่น สร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปริมาณสูง หรือสามารถทนต่อปริมาณแอลกอฮอลได้สูง มนุษย์เราสามารถคัดเลือกสายพันธุ์หรือตระกูลของยีสต์เพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน ในการคัดเลือกโดยอาศัยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้เบต้ากลูแคนของยีสต์ขนมปังและยีสต์สุรามีความแตกต่างกันด้านโครงสร้าง ซึ่งชัดเจนจนกระทั่งมีคุณสมบัติทางกายภาพต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ เบต้ากลูแคนชนิดที่ไม่ละลายน้ำ (เบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปัง) และที่ไม่ละลายน้ำ (เบต้ากลูแคนจากยีสต์สุรา หรือบริวเวอร์ยีสต์) เป็นต้น ซึ่งการศึกษาต่อมายังพบด้วยว่าให้ผลต่างกันในทางประสิทธิภาพของการทำงานอีกด้วยครับ ความเพียรพยายามคัดเลือกสายพันธุ์ทำให้ในที่สุด บริษัททรานสเฟอร์ พอยท์ ได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมในการนำมาสกัดเบต้ากลูแคน ซึ่งก็คือ Saccharomyces cerevisiae สายพันธุ์ 300 (ก่อนหน้าที่จะเปลี่ยนชื่อเป็น Beta 1,3 D Glucan เคยถูกเรียกว่า Glucan #300) ประการที่สองคือช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวเบต้ากลูแคน ซึ่งก็คือจะนำยีสต์ขนมปังที่ว่ามาสกัดเพื่อให้ได้เบต้ากลูแคนที่มีพันธะ 1,3 สูงสุด จะต้องนำยีสต์ที่มีการเจริญเติบโตเท่าใดมาสกัดจึงจะดีที่สุด? หากเปรียบกับคน สมมุติมีการศึกษาที่พบว่า ใช้เด็กอายุ 8 ปี 7 เดือน 3 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง… จึงจะดีที่สุด เป็นต้น (แต่มนุษย์เราไม่ได้สร้างเบต้ากลูแคนนะครับ!) ในทางจุลชีววิทยานักวิทยาศาสตร์จะกำหนดอายุของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นโดยใช้ความหนาแน่นของเซลล์ หรือ Cell Density เป็นตัวกำหนดอายุ และต้องมีการศึกษาเปรียบเทียบ วิเคราะห์ตัวอย่างที่ได้ในความหนาแน่นของเซลล์ในระดับต่างๆ จนทราบอย่างแน่ชัดว่าที่ความหนาแน่นใดให้ผลดีที่สุด ประการที่สามก็คือขั้นตอนการทำเบต้ากลูแคนให้บริสุทธิ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนมาก และในแต่ละขั้นตอนก็มีวิธีทำได้หลายวิธี ใช้สารเคมีหลากหลายชนิด ที่ความเข้มข้นต่างๆกันไปตามวิธีที่ใช้ เช่นการแยกคาร์โบไฮเดรทออกจากโปรตีนและไขมัน ก็มีวิธีทำได้มากมาย เปรียบเสมือนการเดินทางจากกรุงเทพมหานครไปยังเชียงใหม่ ทำได้ตั้งแต่การเดินเท้า ขี่ม้า ขี่ช้าง ขี่สารระพัด จนไปถึงรถจักรยานยนต์ และเครื่องบิน เป็นต้น ขั้นต่อไปๆก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากความคล้ายกันของสารที่จะแยก เช่น การแยกเบต้ากลูแคนที่เป็นคาร์โบไฮเดรทออกจากคาร์โบไฮเดรทชนิดอื่นๆ ไม่ใช่แต่เพียงแค่นั้นยังมีรูปแบบของกลูแคนที่เป็นแอลฟ่าแทนที่จะเป็นเบต้าอีก และท้ายที่สุดของการแยกไม่ใช่ให้ไดเพียงแต่สารที่บริสุทธิ์เท่านั้น ยังต้องคงความเป็นธรรมชาติของเบต้ากลูแคนไว้ให้ได้ด้วย เช่น การใช้สารเคมีที่รุนแรงเกินไปหรือไม่ถูกต้องอาจจะทำให้พันธะ 1,3 ถูกตัดขาดไปได้ หรือโครงสร้างทาง 3 มิติเปลี่ยนแปลงไปจากสารธรรมชาติ อาจจะทำให้สารที่ได้อาจจะไม่ออกฤทธิ์ ฯลฯ ดังนั้นไม่ใช่แค่เพียงเบต้ากลูแคนจากยีสต์ขนมปังแล้วก็จบ ข้าวแกงแต่ละเจ้าก็มีความแตกต่างกัน แม้แต่มัสมั่นอินเดียและไทยเป็นต้น เพราะบริษัท ทรานสเฟอร์ พอยท์ ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนากว่า 8,000 ล้านบาท และสิ่งนี้แหละครับที่ส่งผลถึงความแตกต่างระหว่าง เบต้ากลูแคนจาก Transfer Point และเบต้ากลูแคนจากบริษัทอื่นๆ


7. ทานอาหารเสริม หรือสมุนไพรบำรุงร่างกายอยู่จะมีผลอะไรไหม ถ้าจะทานเบต้ากลูแคนนี้เพิ่มไปอีก?”

เมื่อไม่นานมานี้มีการค้นพบว่า ที่จับเฉพาะบนผิวเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแม็คโครเฟจและเดนไดรติคเซลล์เมื่อจับกับเบต้ากลูแคนชนิดที่ละลายน้ำ จะไม่เกิดการกระตุ้นการทำงาน เหมือนลูกกุญแจที่เสียบเข้าไปในแม่กุญแจได้ แต่ไขให้เปิดไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือ ลูกกุญแจที่ค้างอยู่นี้จะขัดขวางไม่ให้ลูกกุญแจตัวจริงมาไขแม่กุญแจได้ จึงทำให้ไม่สามารถเปิดได้ ไม่ว่าจะมีลูกกุญแจตัวจริงมากแค่ไหนก็ตาม! เนื่องจากที่จับเฉพาะบนผิวเซลล์ของเม็ดเลือดขาวมีจำนวนจำกัด ถ้าหากว่าที่จับเฉพาะถูกจับโดยเบต้ากลูแคนที่ไม่สามารถกระตุ้นการทำงานได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะมีเบต้ากลูแคนที่ดีแค่ไหน และมากแค่ไหนก็ตาม เม็ดเลือดขาวเหล่านั้นก็จะไม่ถูกกระตุ้นให้ทำงาน อาหารเสริมบางชนิดอาจจะมีเบต้ากลูแคนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือชนิดที่เป็นอันตรายผสมอยู่ ซึ่งอาจจะได้จากการสกัดพืช เห็ด ฯลฯ เบต้ากลูแคนเหล่านี้จะสามารถลดประสิทธิภาพการทำงานของเบต้ากลูแคนที่ดีได้ ดังนั้นจึงไม่ควรทานอะไรเพิ่มเติม นอกจากวิตามินซีเท่านั้น


8. ทำไมผู้ป่วยมะเร็ง จึงต้องรับประทานเบต้ากลูแคนเป็นจำนวนมาก?”

การใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง หรือก้อนมะเร็ง ต้องอาศัยคุณสมบัติในการกินสิ่งแปลกปลอมของเม็ดเลือดขาว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลจะมีประสิทธิภาพการกินสิ่งแปลกปลอมได้สูงสุด เมื่อได้รับเบต้ากลูแคนในปริมาณ 32-48 มก/กก (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 40 มก/กก) แต่ประสิทธิภาพของการกินสิ่งแปลกปลอมลดลงอย่างรวดเร็ว เพียงวันที่ 2 ก็ลดลงเหลือราว 40% เท่านั้น ดังนั้นเพื่อที่จะให้มีประสิทธิภาพการทำลายเซลล์มะเร็งสูงสุด ก็ควรจะรับประทานเบต้ากลูแคนในปริมาณ 40 มก/กก ติดต่อกันทุกวัน เมื่อตรวจพบว่าเนื้องอกมีขนาดลดลงแล้ว จะลดปริมาณเบต้ากลูแคนลงเหลือ 25 มก/กก ก็ได้ แต่ก็ยังต้องรับประทานติดต่อกันทุกวัน


9. ใช้เบต้ากลูแคนยี่ห้ออื่นอยู่ หากเปลี่ยนมารับประทาน BETA 1,3 D GLUCAN ควรจะรับประทานเบต้ากลูแคนเดิมอีกหรือไม่?

คำตอบจะคล้ายกับในข้อที่ 7 ก็คือไม่ควรรับประทานต่อ เพราะจะเป็นการลดประสิทธิภาพของ Beta 1,3 D Glucan ลง ยิ่งหากเบต้ากลูแคนของเดิมมีความบริสุทธิ์มากเท่าใด ก็ยิ่งแย่งที่จับเฉพาะและยับยั้งการทำงานของ Beta 1,3 D Glucan มากเท่านั้น


10. เป็นเบาหวาน ความดัน หัวใจ ใช้เบต้ากลูแคนได้ไหม?”

การศึกษาที่ผ่านมา ไม่พบว่าเบต้ากลูแคนให้ผลเสียต่อผู้ที่เป็นโรคเหล่านี้แต่อย่างใดนอกจากนั้นยังส่งผลดีต่อผู้ป่วยเหล่านี้อีกด้วย เช่น ช่วยให้เกิดการลดปริมาณ LDL-C (โคเลสเตอรอลตัวร้าย) และการเพิ่มปริมาณ HDL-C (โคเลสเตอรอลตัวดี) และยังช่วยปรับสภาวะที่เรียกว่า ดื้อต่ออินซูลิน ให้ค่อยๆเป็นปกติ และทำให้เบต้าเซลล์ของตับอ่อน ซึ่งมีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินมีอายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย


 

11. มักมีผู้อ้างว่าเบต้ากลูแคนของบริษัทเขาบริสุทธิ์ที่สุด และยังอ้างต่อว่าบริสุทธิ์ที่สุดก็ต้องดีที่สุดด้วย ความจริงคืออะไร?

Beta1,3 D Glucan จากบริษัท Transfer Point  สกัดจากผนังเซลล์ของยีสต์ขนมปังสายพันธุ์ที่ได้รับการคัดเลือกมาให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด (#300) และเป็นที่ยอมรับกันว่ามีความบริสุทธิ์สูงที่สุดในท้องตลาดในขณะนี้ การวิเคราะห์ในปีพ.ศ. 2540 ก็พบว่า มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงถึง 94.3%  โดยมีพันธะเบต้า-1,3 ไม่ต่ำกว่า 86.6% และพันธะเบต้า-1,6 จำนวน 2.1% [หน่วยงานที่วิเคราะห์คือ Complex Carbohydrate Research Center, University of Georgia, USA (ดูได้ในหัวข้อ “ติดต่อเรา”)] และเป็นยี่ห้อเดียวในโลกที่มีการระบุปริมาณของเบต้ากลูแคนอย่างละเอียดอีกด้วย สำหรับประเด็นการอ้างว่าบริสุทธิ์เท่าใดก็ตาม ยังไม่เคยเห็นผู้ที่อ้างนำการวิเคราะห์จากหน่วยงานมาตรฐานมาแสดงให้ดูเลยครับว่า บริสุทธิ์มากน้อยเพียงใด? และเป็นไปตามที่อวดอ้างหรือไม่?

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญยิ่งไปกว่าความบริสุทธิ์ก็คือ โครงสร้างสามมิติของโมเลกุลของเบต้ากลูแคนที่สกัดออกมาได้ ไม่ว่าจะสกัดบริสุทธิ์มากแค่ไหนก็ตาม หากการสกัดทำให้โครงสร้างทางธรรมชาติเสียหายไป ประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนย่อมลดลงหรือหายไปได้ ดังนั้นการทดสอบประสิทธิภาพของสารอะไรก็ตาม (รวมทั้งเบต้ากลูแคน) ที่สกัดได้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และมีงานวิจัยที่สนับสนุนว่า การทานเบต้ากลูแคนที่มีประสิทธิภาพต่ำไม่ว่าจะมีความบริสุทธิ์เพียงใดหรือเพิ่มปริมาณการทานเพียงใดก็ไม่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้! สรุปแล้วแม้ว่าความบริสุทธิ์ของผลิตภัณฑ์จะมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่หากผลิตภัณฑ์นั้นไม่ได้ให้ประสิทธิภาพที่ดีก็เปล่าประโยชน์ ผลิตภัณฑ์ที่ดีจึงควรแสดงประสิทธิภาพและคุณสมบัติอื่นๆของผลิตภัณฑ์ในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วย และถ้าจะให้ได้รับการยอมรับก็ต้องตีพิมพ์ในวารสารที่เป็น Peer-reviewed ด้วย ไม่เช่นนั้นใครจะพูดว่า มีความบริสุทธิ์มากแค่ไหนหรือมีประสิทธิภาพดีอย่างไรก็ได้นะครับ!

** ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไม่มีผลในการป้องกัน หรือรักษาโรค**

** ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงไป แล้วแต่บุคคล **

เบต้า กลูแคน beta1,3d glucan